Ishmael Beah – A Long Way Gone: Memoirs of a Boy Soldier


This autobiography book is about a boy in Sierra Leone who his village was attacked by the rebel, Revolutionary United Front (RUF), during his childhood. He had to flee from his hometown before met a government army and was picked up as a child soldier.

Since I barely read a non-fiction book especially autobiography. I don’t know how to review or criticize the story an author has been through. He wrote in such an easy word to read and keeps me wonder what is going to happen. The story itself is frightens me. Meanwhile, I feel that he has a clear, too clear, memory. I sometimes think his recollection is too prefect to believe what he was telling is true. Although he said in a book that he has an excellent memory (“To this day, I have an excellent photographic memory that enables me to remember details of the day-to-day moments of my life, indelibly,”).

Nevertheless, his photographic memory apparently fails him during his time in the army, as he skips over this period remarkably quickly (he wrote only two chapters). I don’t know if this because of his drug addiction throughout that time.

As I said, his unstable memory made me suspect about his reliability. However, I think that is not the main point of this book. The point is there are many brutally and violently things happened in Sierra Leone cause by both rebel and army side. Civilian are affected most between this turmoil, being killed and tortured. Children being separated from their family, some was being used as a child soldier. This is a memoir of one boy, but his experiences were shared by an entire generation. These things should not happen to anyone.


Read from December 05 to 18, 2016

Han Kang – The Vegetarian


I was aware of this book because it won the Man Booker International Prize 2016 and I know its story about a Korean woman, who had a dream and became a vegetarian. I was thinking to myself ‘What’s the story going to be? I mean… Doesn’t a story about vegetarian seem boring?’ then one day I accidentally saw this book in a bookstore and gave it a chance by reading the first few pages and I was hooked by its storytelling so finally I decided to buy and read it.

The novel is divided into three parts. The first one is told from the perspective of a woman[Yeong-hye]’s husband and also he is the only one whose voice is present. This part gives me a shudder vibe because of the suspicion why, all of sudden, she wants to be a vegetarian and the way her family react. There is also a dream part from her which is a chilling and bleak story.

The second part is told from the perspective of Yeong-hye’s brother-in-law. This one involves sex, desire, and lust. It’s weirder than the first; somehow, I like it a little less than the first because the plot is something I expected.

The last one is told from the perspective of Yeong-hye’s elder sister. Her story is more explanatory about her recollection with her sister. This is calmer than the other parts but still ending with an unsettling feeling. I like this part the least.

The plot itself is not that complicated and yet it gave me a disturbing-strange feeling. I am glad this is not about a life of vegetarianism as I first thought. At first, I have to confess I expected some kind of a realistic reason why a main character wants to be a vegetarian but instead of a simple explanation, the stories have many subtexts. I think its theme involves a choice that people made, the way we see the other people, and psychology. I can see some element from this book could be suitable for a Park Chan-wook film.

The book was originally written in Korean and translated by Deborah Smith, who learned Korean by herself. This is the first translated book I read in the English language.


Read from October 30 to November 02, 2016

Darren Shan – City of Snakes


เหตุการณ์ในหนังสือชุด The City Trilogy เริ่มจากเล่มแรก (Procession of the Dead) ที่ทำให้เราได้รู้จักกับ Capac Raimi ว่าเขาคือใคร มาจากไหน และมีบทบาทอย่างไรกับเมืองนี้ เล่มที่สอง (Hell’s Horizon) เล่าเหตุการณ์คู่ขนานกับเล่มแรก แต่จากมุมมองของอีกตัวละครหนึ่งกับอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับเล่มแรกอย่างอ้อมๆ และมาถึงบทสรุปในเล่มสุดท้ายเล่มนี้เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ในสองเล่มแรกจบเป็นระยะเวลา 10 ปี เมื่อ Raimi กลายเป็น The Cardinal คนใหม่แต่อยู่ๆก็กลับหายตัวไป Al Jeery จึงถูกเรียกตัวให้มาสืบสวนหาตัว Raimi หลังจากมีข้อผูกมัดบางอย่างที่เขาไม่อาจปฏิเสธได้เป็นผลให้เขาต้องตอบตกลง

ปัญหาหลักๆในเล่มนี้และโดยรวมของชุดนี้แบ่งได้ออกเป็น 3 ข้อใหญ่ๆนั่นก็คือ

1. การสร้างตัวละคร – ตัวละครของ Capac Raimi กับ Al Jeery: อันที่จริงแล้วตัวละครของ Raimi มีมุมที่น่าสนใจกว่า เพราะเป็นเขาถูกสร้างขึ้นจากความฝันของ The Cardinal หรือที่เรียกว่า ‘Ayumarcan’ อย่างที่เราได้อ่านไปแล้วในเล่มแรก แต่ในเล่มนี้การพูดจากมุมมองของเขากลับถูกทิ้งไปอย่างน่าเสียดายเพราะการหายตัวไปของเขา ด้านร้ายๆที่ถูกทิ้งไว้ในตอนจบเล่มแรกก็ดูเหมือนจะถูกทิ้งไป คือเหมือนจะเขียนให้ร้ายแต่จริงๆก็เป็นฝ่ายดี พอๆกับตัวละครของ Jeery ที่ตอนแรกก็ดูเป็นคนดีใสซื่อ แต่อยู่ดีๆก็เป็นนักฆ่าตามแบบพ่อของเขาอย่างไม่ค่อยมีเหตุผลน่าจูงใจเท่าไหร่นัก แต่ถึงยังไงเขาก็ยังเป็นคนดีอยู่ดี เราจึงไม่ค่อยรู้สึกลุ้นหรืออินไปกับตัวละครหลักสองคนนี้เท่าไหร่นัก การสร้างให้ตัวละครสองตัวนี้ไม่ conflict หรือมีปัญหาอะไรกันก็ทำให้เรื่องไม่น่าสนใจขึ้นไปอีก

2. อารมณ์แฟนตาซี – ปริศนาในเมือง, ตำนานอินคา และการเกี่ยวพันของ villacs: อย่างที่กล่าวไปแล้วในข้อแรกก็คือในเมื่อตัวละครมันไม่มีปัญหาอะไรกันแล้ว สิ่งที่น่าจะมากระตุ้นให้เรื่องสนุกขึ้นน่าจะเป็นเรื่องของตัวร้ายอย่างฟากของนักบวชหรือ villacs ที่โผล่มาอย่างแว่บๆแวมๆมาตั้งแต่เล่มแรก ซึ่งเล่มนี้ก็โผล่มาแบบเดียวกัน และก็การคลายปมอะไรก็เป็นไปแบบงงๆมึนๆทั้งเหตุการณ์รวมถึงเหตุผลที่ตัวละครอธิบายหรืออะไรต่างๆ อันที่จริงตัวละครกลุ่มนี้สร้างความสับสนให้ผมมากในเรื่องขอบเขตของพลังและเหตุผลของการกระทำ เพราะดูๆไปแล้วตัวละครกลุ่มนี้ออกจะง่อยๆไปหน่อย รวมถึงเรื่องแฟนตาซีในเรื่องที่ดูไม่ค่อยมีเหตุผลในตัวของมันเลย การโยงเรื่องของอินคามาก็ดูยังไม่ค่อยให้น่าติดตามเท่าไหร่

3. การเล่าเรื่องและเหตุผล – ในเล่มนี้เกือบทั้งหมดมาจากการเล่าของ Jeery อารมณ์ก็จะคล้ายๆกับภาคสอง เพียงแต่ปริศนาไม่ได้เป็นเรื่องเกี่ยวกับฆาตกรรมอีกแล้ว กลายเป็นเรื่องสืบสวนการหายตัวไปของ Raimi มากกว่า ซึ่งก็ดูไม่ได้โฟกัสตรงนั้นอะไรมากมาย เพราะหลักฐานที่ทิ้งไว้ก็น้อยมาก(แถมยังไม่ค่อยช่วยอะไรเลยอีกตั้งหาก) เหมือนจะเป็นการสืบสวนแบบสุ่มๆเรื่อยๆ แล้วไปเจอนู่นนี่มากกว่า ก่อนที่จะมา wrap-up ในตอนกลางๆเรื่องเฉ๊ย แถมการเล่าก็ไปช้ากว่าเล่มสองอีก ตัวเนื้อเรื่องที่เหมือนจะน่าสนใจแต่จริงๆก็ไม่อีก จริงๆแอบเสียดายเพราะหวังว่าจะมีวิธีการที่จะสรุปเรื่องในเล่มสุดท้ายได้ดีกว่านี้

สรุปก็คือเป็นเล่มที่น่าผิดหวังพอสมควรเมื่อเทียบกับสองเล่มแรก (แม้ว่าสองเล่มแรกจะไม่ได้ดีเด่มากมายอะไรนักแต่ก็พอใช้ได้ในระดับหนึ่ง) การสร้างเรื่องกับตัวละครดูเหมือนจะยังติดๆขัดๆ ถ้าจะอ่านเพลินๆก็คงจะหงุดหงิดอยู่บ้าง แต่โดยรวมหนังสือชุดนี้ก็น่าสนใจดี ส่วนตัวไม่ค่อยแนะนำเท่าไหร่(เหตุผลที่สนใจอ่านนี่ก็เพราะว่าเป็นแฟนคลับผู้เขียน 555) คิดว่า Darren Shan น่าจะเหมาะกับการเล่าในแนวหนังสือ Young Adult ที่เขาถนัดมากกว่า (อีกอย่างไตรภาคชุดนี้เป็นเล่มแรกๆที่เขาเริ่มเขียนเป็นอาชีพด้วย ก็เลยไม่รู้ว่าเล่มต่อๆไปจะเป็นอย่างไร เพราะเห็นคนชมเรื่อง Lady of the Shades นิยายแนวผู้ใหญ่ที่ออกมาเมื่อสองปีที่แล้วเยอะอยู่)


Read from August 08 to 28, 2014

July 2014

2/7/2014 – The Rover {2014, David Michôd} — 3.5/5

ชอบไอเดียของหนังมากๆ การสร้างสภาวะกดดันและให้คนดูลุ้นระทึกแบบไม่ต้องโชว์อะไรมาก รวมถึงฉากหลังของหนังที่อยู่ในยุคล่มสลายด้วย เสียดายที่ตอนดูมีเหตุการณ์ชกต่อยในโรงนิดหน่อย เลยแอบเสียสมาธิเล็กน้อย กับตอนทำซับไทยคนซิ้งซับอยู่เมืองนอก เลยมีปัญหาเรื่องการลิ้งกันระหว่างเวลาที่ขึ้นของซับ, ฟ้อนท์ และการแบ่งวรรคตอนเล็กน้อย (ซึ่งก็จะไม่ใช่ปัญหาถ้ามีสมาธิกับเสียงอิ้ง หึหึ) เราว่าตอนกลางเรื่องบางช่วงทำให้ดีกว่านี้ได้เลยแอบลดคะแนนไป

4/7/2014 – Pressure Point {1962, Hubert Cornfield} — 4.5/5

เราชอบประเด็นของหนังมากๆ เพราะตอนแรกดูจากหน้าหนังเราคิดว่ามันเกี่ยวกับแค่การเหยียดเท่านั้น แต่ปรากฎมันยังมีเรื่องความเชื่อและการปลูกฝัง รวมไปถึงปมทางจิตและวิธีบำบัด ตอนดูครึ่งแรกๆเราว่ามันแอบ bias นิดหนึง แต่พอดูจบเราก็ว่ามันค่อนข้างรักษาสมดุลดีระหว่างฝ่าย ไม่ได้โน้มเอียงไปทางหนึ่งมากเกินขนาดนั้น (มันก็ไม่ได้กลางมาก แต่ก็ไม่ได้เอียงไปสุดโต่ง) ที่เราแอบหักคะแนนเพราะว่าการเล่าเรื่องมันยังไม่ค่อย flow เท่าไหร่

เรื่องก็เกี่ยวกับจิตแพทย์ผิวดำ (Sidney Poitier) ที่ถูกตัวเรียกให้มาบำบัดนักโทษผิวขาว (Bobby Darin) ผู้มีความคิดเข้าข้างฝ่ายนาซี รวมไปถึงปลุกระดมผู้คนให้มาเข้าร่วม ส่วนใหญ่ในหนังก็จะเป็นฉากการสนทนากันระหว่างสองฝ่าย และย้อนไปถึงอดีตของตัวนักโทษว่าทำไมเขาถึงเป็นแบบนี้ (คล้ายกับว่าจะให้เหตุผลว่าทำไมถึงคิดแบบนี้ แต่อีกด้านหนึ่งก็ใส่เหตุผลทางจิตเข้าไปด้วย) รวมถึงมีฉากท้ายๆที่ผมชอบตอนนักโทษตั้งคำถามถึงตัวแพทย์เองด้วย

ตอนดูจบเราสงสัยในชื่อตัวละคร เลยออกมาค้นดู ปรากฎว่าตัวละครไม่มีชื่อแหะ และตอนดูเราก็ไม่ได้รู้สึกเลยว่าตัวละครไม่มีชื่อ ตรงนี้มาคิดอีกทีก็นึกถึงคำพูดของหมอในเรื่องฉากหนึ่งเหมือนกัน (ฉากขอโทษ) อีกสิ่งที่เราสงสัยคือทำไมไม่ค่อยมีใครรู้จักเรื่องนี้เลย ทั้งที่มันเป็นหนังที่ดีและน่าพูดถึงในยุคนั้นอีกเรื่องหนึ่ง แอบเสียดายหน่อยๆ

ปล. เราว่าหนังเก่าๆสร้างภาพของการหลอนของตัวละครได้ดีทุกเรื่อง ทั้งการสร้างรรค์ด้านภาพ อารมณ์ และสกอร์ มันจึงเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้เราสนใจหนังเกี่ยวกับคนที่มีปัญหาทางจิตในยุคก่อนๆมาก อ่อ แล้วเรื่องนี้ที่ชอบอีกอย่างคือวิธีการเล่าถึงอดีตวัยเด็กโดยการใช้เสียงของตัวละครทับซ้อนกัน

Continue reading

June 2014

2/6/2014 – Y Tu Mamá También {2001, Alfonso Cuarón} — 4.5/5

ตอนก่อนดูไม่นึกว่ามันเป็นเป็นแบบนี้ ปรากฏมันเป็นหนัง road trip เฉยเลย แล้วเล่าสนุกด้วย ชอบเรื่องมิตรภาพของเพื่อนผู้ชายสองคนในเรื่องมาก หลายคนมองว่าการใช้เสียง narrator แบบนี้ไม่เวิร์ค แต่สำหรับผม ผมชอบการใช้เสียงบรรยายแบบนี้มากๆ รู้สึกว่ามัน impact กับเรื่องมากๆ

2/6/2014 – Airplane II: The Sequel {1982, Ken Finkleman} — 2/5

จำภาคแรกไม่ได้แล้วแหะ จำได้แต่ความรู้สึกบางๆว่าเราโอเคกับมันเพราะเราไม่ค่อยเก็ทในบางมุกโดยเฉพาะมุกเกี่ยวกับดารา (ดูนานมากแล้วตอนนั้นเราอาจจะยังเด็กๆอยู่และมุกมันเป็นตามกาลเวลา) เราชอบตลกสากลแบบ The Naked Gun มากกว่า แต่พอมาภาคนี้ก็เหมือนจะมีแค่บางตัวละครมาเล่น แล้วก็ผู้กำกับ-เขียนบทอะไรแบบนี้ก็เปลี่ยน มุกในภาคนี้ส่วนมากจะเป็นแบบเช่น ตัวละครพูดสแลงเกี่ยวกับสิ่งหนึ่งที่มีความหมายถึงอีกแบบ พอฉากต่อมาก็จะโชว์ภาพของสิ่งนั้นในความหมายอีกแบบทันที ออกจะเป็นตลกหน้าตายและเล่นง่ายไปหน่อย ซึ่งมันจะแอบเวิร์คถ้าไม่เล่นบ่อยมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆทั้งเรื่อง แถมยังเป็นมุกที่ค่อนข้างแถเพราะไม่ค่อยส่งผลอะไรกับเนื้อเรื่องเลย

4/6/2014 – Donnie Brasco {1997, Mike Newell} — 4/5

หนังแก๊งสเตอร์เจ้าพ่อที่ทำออกมาดีมาก ชอบบรรยากาศกดดันในเรื่อง และการแสดงของแต่ละคน โดยเฉพาะตัวบทที่ส่วนตัวคิดว่าเขียนออกมาได้เยี่ยม

4/6/2014 – Short Term 12 {2013, Destin Daniel Cretton} — 5+++++++++++++/5

ฮือๆๆๆๆ เราดูแล้วน้ำตาคลอทั้งเรื่องเลย จริงๆหนังมันก็เกือบเน่าและ แต่มันตัวเรื่องมันไม่ออกแนวนั้นมากเกินไป แล้วพอดีเราดูแล้วอินด้วย ชอบมาก หนังสวยมากๆ ซาวน์แทรคก็เพราะ

4/6/2014 – True Lies {1994, James Cameron} — 3/5

จะบอกว่าไงดี ก็สนุกเรื่อยๆตามสไตล์ James Cameron อันนี้จะออกกึ่งๆตลกๆหน่อย พล็อทเรื่องเมียกับเรื่องก่อการร้ายก็ดูปนๆกันมั่วไปนิด เลยยังไม่ค่อยสุดเท่าไหร่ อันนี้แหละน่าจะสื่อถึงชีวิตคู่สามี-ภรรยาของคาเมรอน 55555

Continue reading

Inherit the Wind (1960)

หนังเรื่องที่ห้าภายใต้การกำกับของ Stanley Kramer ซึ่งเขาได้หยิบประเด็นดีๆมาเล่นอีกแล้ว ในเรื่องนี้ก็เป็นหนังใน courtroom แบบ Judgment at Nuremberg (1961) แต่คนจะรู้จักหนังเรื่องนี้น้อยกว่า

หนังสร้างจาก play ในปี 1955 ที่สร้างจากเรื่องจริงเกี่ยวกับคดี ‘Scopes Monkey Trial’ คดีดังในปี 1925 อีกที่หนึ่ง เกี่ยวกับ John Scopes ครูวิทยาศาสตร์ถูกทางรัฐ Tennessee ฟ้องในข้อหาทำผิด Butler Act กฏหมายในรัฐ Tennessee ที่ห้ามทุกสถาบันการศึกษาสอนทฤษฎีใดๆที่ขัดกับเรื่องการถือกำเนิดของมนุษย์ในคัมภีร์ไบเบิ้ล

ในหนังก็คล้ายกัน เพียงแต่เปลี่ยนชื่อของตัวละคร โดย Spencer Tracy เล่นเป็น Henry Drummond ทนายที่แก้ต่างให้ครูวิทยาศาสตร์ Bertram Cates (Dick York) ส่วนทนายของฝั่งรัฐคือ Matthew Brady (Fredric March) ผู้เป็นที่นับหน้าถือตาของชุมชน และมีตัวประกอบอย่างแฟนของครูวิทย์ที่มีพ่อเป็นบาทหลวงผู้นำชุมชน หรือตัวละครของ Gene Kelly ในบทนักข่าวฝีปากจิกกัดผู้คนอย่าง E. K. Hornbeck

Continue reading